เลือกขึ้นรถสาธารณะทั้งที “ความปลอดภัย” ต้องมาก่อนครับ! ปัจจุบันยังมีรถแท็กซี่ที่ “หมดอายุ” หรือ “ปลดป้าย” แอบนำมาวิ่งรับผู้โดยสารอยู่ ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเสี่ยงเรื่องสภาพรถที่ทรุดโทรมและไม่มีประกันคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุ
ทำไมเราต้อง “เลี่ยง” แท็กซี่หมดอายุ?
- สภาพรถสุดโทรม: รถที่วิ่งมานานกว่า 9-12 ปี เครื่องยนต์และระบบเบรกมักล้าเกินพิกัด
- ไร้ประกันคุ้มครอง: เมื่อปลดป้ายเหลือง ประกันภัยรถสาธารณะจะสิ้นสุดทันที หากเกิดเหตุคุณจะไม่ได้รับการเยียวยาตามสิทธิ์
- เสี่ยงมิจฉาชีพ: รถที่ไม่ได้อยู่ในระบบขนส่งยากต่อการติดตามตัวหากเกิดเหตุอาชญากรรม
5 จุดสังเกต แท็กซี่หมดอายุ ปลดป้าย
1. สังเกต “หมวดอักษร” ทะเบียน (แม่นยำที่สุด!)
ตามกฎหมายแท็กซี่มีอายุ 9-12 ปี ในปี 2569 นี้ หมวดที่ควรระวังเป็นพิเศษคือ:
- หมวดที่เสี่ยงหมดอายุ: ทข, ทค, ทง, ทจ หรือหมวดที่ขึ้นต้นด้วย มฎ, มต
- วิธีดูรถใหม่: แท็กซี่รุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในอายุการใช้งาน มักจะขึ้นต้นด้วยตัวเลขนำหน้า เช่น 1มข, 1มค ไปจนถึงหมวดปัจจุบัน (เช่น 2มข…) หากเจอทะเบียนที่ไม่มีตัวเลขนำหน้า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ใกล้หรือหมดอายุแล้ว”
2. ป้ายทะเบียน “สีซีดจาง” หรือเลอะเลือน
- ป้ายแท็กซี่ต้องเป็น พื้นสีเหลือง ตัวอักษรสีดำ ที่ชัดเจน
- หากเจอพื้นสีเหลืองซีดจนเกือบขาว หรือตัวเลขแตกลายงาจนมองยาก แสดงว่าผ่านการใช้งานมาหนักมาก หรือจงใจปล่อยให้เลือนลางเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ
3. ร่องรอย “สติกเกอร์” ข้างประตู
- แท็กซี่ถูกกฎหมายต้องระบุชื่อสหกรณ์ หรือชื่อบุคคลและเบอร์โทรศัพท์ชัดเจน
- จุดจับพิรุธ: รถหมดอายุมักจะลอกสติกเกอร์ออก แต่จะทิ้ง “คราบกาว” หรือ “รอยด่างของสี” เป็นชื่อสหกรณ์เดิมไว้ หากเห็นรถสีเหลือง-เขียวแต่ข้างประตูว่างเปล่า ให้โบกผ่านได้เลยครับ!
4. บัตรประจำตัวคนขับ (บัตรเหลืองหน้ารถ)
- ข้อมูลต้องตรงกัน: ชื่อคนขับและเลขทะเบียนรถในบัตร ต้องตรงกับป้ายทะเบียนรถ
- เช็กวันหมดอายุ: ตรวจสอบวันที่ในบัตร หากบัตรดูเก่ามากจนมองไม่เห็นวันหมดอายุ หรือสภาพคนขับไม่ตรงกับรูป มีความเสี่ยงสูง
5. สภาพมิเตอร์และภายในรถ
- มิเตอร์: ต้องมีตราประทับรับรอง (Seal) จากกรมการขนส่งทางบก ไม่ดูเก่าเขรอะหรือดัดแปลง
- สภาพห้องโดยสาร: หากเบาะยุบตัวจนถึงโครง พวงมาลัยลอกเปื่อย หรือได้ยินเสียงช่วงล่างดังผิดปกติ นั่นคือสัญญาณของรถที่สะสมไมล์มามากกว่า 5 แสนถึง 1 ล้านกิโลเมตรแล้วครับ

